ประวัติปราสาทนอยชวานชไตน์, เยอรมัน

img

ประวัติปราสาทนอยชวานชไตน์, เยอรมัน

ประวัติปราสาทนอยชวานชไตน์

 

ปราสาทนอยชวานชไตน์นั้น สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1869 – 1886 ตั้งอยู่บนยอดเขาเหนือทะเลสาบ Alpsee ที่เมือง ชวานเกา (Schwangau) ใกล้ๆเมือง Fuessen ในเขตแคว้นอัลไพน์ ในรัชสมัยของ พระเจ้าลุ ดวิกที่ 2 แห่งบาวาเรีย ร่วมกันออกแบบโดย Eduard Riedel นักออกแบบ ฉากละคร ที่เลื่องชื่อ คริสเตียน จังค์ ( Christian Jank) โดยเขาใช้โครงร่างจาก ปราสาทวาร์ทบวร์ก ในแคว้นธูริงเกีย แล้วนำมาปรับแปลงให้สอดคล้อง รับเข้ากับกับแรงบันดาลใจอย่างแรงกล้าขององค์กษัตริย์ลุดวิกที่ 2 ที่มีต่ออุปรากรของ ริชาร์ด วากเนอร์ 2 เรื่อง คือ โลเฮนกริน และ ทานน์ฮอยเซอร์ และ Georg Dollmann ในแบบ Romanesque style ส่วนการตกแต่งภายในห้องหับต่างๆของตัวปราสาท ทำโดย ยูลิอุส เฮฟฟ์มานน์ ในปี 1880 และด้วยการที่พระองค์ทรงโปรดปรานดนตรีและการละครเป็นอย่างมาก จึงทรงโปรดให้มีการสร้างห้องโถงดนตรีขึ้นในชั้นที่ 3 ( Music Hall หรือ Singer’s hall ) ความงดงามจนเกินบรรยาย ความสมบูรณ์ทั้งภูมิประเทศที่ตั้งที่มีฉากหลังเป็นทะเลสาบ และแวดล้อมด้วยหุบเขาอันสูงตระหง่าน แวดล้อมไปด้วยพฤกษชาติมากมาย และความลงตัวแห่งสถาปัตยกรรมบังเกิดเป็นปราสาทที่วิจิตรตระการตา งดงามแสนโรแมนติค

เมื่อว่างเว้นจากงานราชการแผ่นดิน พระองค์ไม่ทรงละเลยที่จะแสวงหาความเป็นส่วนพระองค์ด้วยการเสด็จไปแปรพระราช ฐาน ณ ปราสาทแฮเรนคีมเซ ( Herrenchiemsee Castle) (ซึ่งสร้างขึ้นเลียนแบบพระราชวังแวร์ซายลส์ของฝรั่งเศส) และปราสาท ลินเดอร์ฮอฟ ( Linderhof Castle) (ซึ่งสร้างขึ้นตามแบบของพระตำหนักตรีอานอง ของฝรั่งเศสเช่นกัน) ที่พระองค์ทรงโปรดให้สร้างขึ้นในรัชสมัยนั้น ซึ่งปัจจุบันยังอวดโฉมเป็นสถานที่ที่ยังคงไม่ร้างลาจากการแวะเวียนเยี่ยมชม จากนักท่องเที่ยวทั่วโลก

นอกเหนือจากปราสาททั้งสองที่กล่าวมาในเบื้องต้น พระองค์ทรงโปรดเสด็จไปแปรพระราชฐานประทับ ณ ปราสาทแบร์ก (Berg) ริมทะเลสาบสตานแบร์เกอร์ (Starnbergersee) และพระตำหนักโฮเฮนชวานเกา (Hohenschwangau Castle)อันได้รับพระราชทานสืบทอดมาจากพระราชบิดา

ปราสาทนอยชวานชไตน์ ถูกสร้างขึ้นด้วยเงินทุนมหาศาล แต่ทว่าปราสาทหลังนี้ เพิ่งได้รับขนานนามว่า นอยชวานชไตน์ก็ต่อเมื่อหลังจากที่ กษัตริย์ลุดวิกที่ 2 ได้เสด็จสวรรคตแล้ว ในปี 1886 การสร้างปราสาทนอยชวานชไตน์แห่งนี้มิใช่เรื่องง่ายดายนัก เนื่องจากในสมัย ค.ศ.1869 นั้น ปราศจากเทคโนโลยีเครื่องอำนวยความสะดวกทั้งมวล วัสดุอุปกรณ์ที่นำมาบรรจงสร้างสรรค์ ล้วนมีน้ำหนักและปริมาณมากมายมหาศาล ถูกลำเลียงเคลื่อนย้ายไปสู่สถานที่ก่อสร้างปราสาทอันตั้งอยู่ไกลโพ้นที่หลบ เร้นจากโลกภายนอก หินอ่อน 465 ตัน หินทราย 4,550 ตัน อิฐ 400,000 ก้อน ทราย3,600 ลูกบาศก์เมตร ซีเมนต์ 600 ตัน และสิ่งสำคัญคือการใช้ไม้เพื่อแกะสลักทั้งสิ้น 2,050 ลูกบาศก์เมตร และใช้กำลังสติปัญญาแรงงานจากช่างผู้ชำนาญและ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากมาย โดยใช้เวลาทั้งสิ้นไม่น้อยกว่า 17 ปี

ความวิจิตรงดงามของปราสาทแห่งนี้ ที่ถูกหล่อหลอมมาจากพระอัจฉริยะภาพและความสันโดษของพระเจ้าลุดวิกที่ 2 ยังคงท้าทายความผันแปรของกาลเวลาธรรมชาติ อวดโฉมความงดงามโรแมนติค ให้ผู้มาเยี่ยมชมนับตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน จนได้รับยกย่องขนานนามจากผู้คนทั่วโลก ให้เป็นสถานน่าอัศจรรย์ใจและน่าไปเยี่ยมชมมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก