เที่ยวปราก เมืองมรดกโลก มนต์เสน่ห์แห่งความโรแมนติก - Grazie Travel

เที่ยวปราก เมืองมรดกโลก มนต์เสน่ห์แห่งความโรแมนติก

มีนาคม 25, 2020 | by Grazie Travel

เมืองปราก หรือเรียกกันว่า ปราฮา ในภาษาเช็ก เป็นเมืองหลวงและเมืองใหญ่ที่สุดในประเทศสาธารณรัฐเช็ก  เป็นศูนย์กลางการเมือง วัฒนธรรมและเศรษฐกิจของยุโรปกลางที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน เนื่องจากมีคนอาศัยอยู่มาตั้งแต่ 200 ปีก่อนคริสตกาล โดยช่วงแรกเป็นเผ่าเคลต์ (Celt) ก่อนจะถูกรุกรานโดยเผ่าเยอรมนิก (Germanic) และถูกครอบครองโดยเผ่าสลาฟในคริสต์ศตวรรษที่ 4 แต่ต่อมาในศตวรรษที่ 7 วัฒนธรรมของทั้งสองเผ่าพันธ์ ได้ผสมผสานกันเป็นหนึ่งเดียวกัน  กรุงปรากยังเป็นเมืองที่รอดพ้นจากสงครามโลกครั้งที่ 2  และยังได้รับอนุรักษ์ดูแลอย่างดีกรุงปรากจึงเต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมอันหลากหลาย เช่น  โรมาเนสก์ กอทิก สมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาบาโรก มีศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ ทำให้กรุงปรากเป็นเมืองที่แสดงถึงความเป็นมาของเช็กได้ ตั้งแต่สมัยอาณาจักรโรมัน จนกระทั่งถึงสมัยราชวงศ์ฮับสบูร์ก ปรากมีแม่น้ำ Vltava ไหลผ่านทำให้กรุงปรากจึงมีสะพานที่ทอดข้ามแม่น้ำ Vltava อยู่หลายแห่ง และถึงแม้ว่าเมืองปรากจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคอมมิวนิสต์ เป็นเวลานานกว่า 40 ปี  และเมื่อ ค.ศ. 1992  องค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้ปรากเป็นมรดกโลกแต่ปัจจุบันในการท่องเที่ยว ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในยุโรป จุดเด่นที่น่าสนใจที่ปรากทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนไม่ขาดสายคือความโดดเด่นของสถาปัตยกรรม เช่น มหาวิหาร โบสถ์ อาคารบ้านเรืองต่างๆที่มีความสวยงาม  ปรากเป็นอีกหนึ่งจุดหมายของนักเดินทางที่ใฝ่ฝันและต้องมาเห็นสักครั้ง  ที่หลังคาบ้านเมืองสีส้มอิฐที่ละลานตาเมื่อมองจากมุมสูง กรุงปราก

ปราสาทปราก (Prague Castle)

ปราสาทปราก ตั้งอยู่บนเนินเขากรุงปราก เคยเป็นปราสาทของกษัตริย์แห่งเช็กในอดีต ปราสาทโบราณที่ขึ้นชื่อใน Guinness Book of World Records  กว่าเป็นปราสาทโบราณที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีความยาวประมาณ 570 เมตร และความกว้างประมาณ 130 เมตรโดยมีอายุเก่าแก่กว่า 1,200 ปี แต่ปัจจุบันรัฐบาลทำเป็นทำเนียบประธานาธิบดี   ในบริเวณของปราสาทยังมีหาวิหารเซนต์วิตุส ที่มีความยิ่งใหญ่ โอ่อาและสวยงามเป็นอย่างมาก

มหาวิหารเซนต์วิตุส (St. Vitus Cathedral)

มหาวิหารเซนต์วิตุส (St. Vitus Cathedral) สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1344 โครงสร้างเดิมส่วนใหญ่ออกแบบโดยสถาปนิก Matthew of Arras ชาวฝรั่งเศส แต่เขาเสียชีวิตก่อนโบสถ์จะสร้างเสร็จจักรพรรดิ์ชาร์ล จึงโปรดให้ Peter Parler สถาปนิกชาวเยอรมันเป็นผู้สานงานต่อในช่วงนั้นมีการหยุดชะงักการสร้างไปหลายปีและมีการพยายามสร้างให้เสร็จสมบูรณ์อีกครั้ง แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ.1929 มหาวิหารแห่งนี้เป็นตัวอย่างที่โดดเด่นของสถาปัตยกรรมแบบโกธิกและเป็นโบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุดในประเทศ วิหารแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญที่สุดของพระราชวังปราก เป็นที่เก็บมงกุฎเพชรซึ่งทำขึ้นในสมัยพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 4 กษัตริย์ผู้สร้างความเจริญสูงสุด ภายใน ห้องโถงส่วนกลางของโบสถ์เป็นที่สวดมนต์ที่ตกแต่งมีความสวยงามและหรูหราเป็นอย่างมาก บานหน้าต่างภายในประดับด้วยกระจกสีโปร่งแสงมีรูปต่างๆในกระจกแต่ละบาน แบบสถาปัตยกรรมโกธิก ทำให้เวลามีแสงผ่านเข้ามาเราสามารถมองเห็นรูปในกระจกทำให้รู้สึกอบอุ่น และสงบเป้นอย่างมาก  มหาวิหารเซนต์วิตุสเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมจะมีนักท่องเที่ยวหนาแน่นตามตลอดทั้งวัน

สะพานชาร์ลส์ (Charles Bridge)

สะพานชาร์ลส์ (Charles Bridge) สะพานเก่าแก่สไตล์โกธิกเป็นจุดท่องเที่ยวยอดนิยม เป็นสิ่งปลูกสร้างที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานสะพานนี้ เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1357 ในพระบรมราชานุเคราะห์จากจักรพรรดิคาร์ลที่ 4 แห่งจักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ สร้างเสร็จเมื่อตอนเริ่มศตวรรษที่ 15 แรกเริ่มใช้ชื่อว่า สะพานสโตน (Stone Bridge) หรือสะพานปราก (Prague Bridge) และมาเปลี่ยนชื่อมาเป็นสะพานชาลส์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1870  สะพานมีความยาว 621 เมตร และมีความกว้างเกือบ 10 เมตร เป็นสะพานโค้งประกอบด้วยช่องโค้ง 16 ช่อง ออกแบบโดย Peter Parler สถาปนิกชาวเยอรมัน  โดยเป็นทางเชื่อม Lesser Town ไปยัง Old Town จากฝั่งตะวันออกและตะวันตกของเมืองปรากมายาวนานหลายศตวรรษ  ปลายสะพานมีหอคอยเพื่อชมวิวทิวทัศน์สามารได้

ในระหว่างเดินข้ามสะพาน เราจะเห็นนักท่องเที่ยวยืนรอต่อคิวเพื่อ ได้สัมผัสกับรูปหล่อโลหะสัมฤทธิ์ นักบุญจอห์น เนโปมุก (St.John Nepomuk)  ซึ่งเป็นที่นับถือกันมากในหมู่ชาวปราก  เชื่อกันว่าหากใครได้สัมผัสแล้ว เชื่อกันว่าผู้นั้นจะได้กลับมาที่ปรากอีกครั้ง เซ็นต์จอห์น เนโปมุก ตอนนั้นได้เป็นบาทหลวงได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้ฟังคำสารภาพบาปขององค์ราชินี แต่ต่อมากษัตริย์ที่ปกครองเมืองอยู่ขณะนั้น (พระเจ้าชาร์ลที่4) เกิดความสงสัยใคร่อยากรู้ความลับของราชินีว่าสารภาพบาปเรื่องอะไร  จึงเดินทางมาคาดคั้นกับบาทหลวงเซ็นต์จอห์น เนโปมุก แต่ด้วยความเถรตรง และยึดมั่นในคำสัตย์ จึงไม่ยอมปริปากบอก ยอมตายดีกว่าบอกสิ่งที่องค์ราชินีสารภาพ ทำให้กษัตริย์โกรธมากทำให้บาทหลวงท่านนี้ถูกจับถ่วงแม่น้ำ จนเสียชีวิตหลังจากที่ท่านตายไปก็เกิดประกายดาว 5 ดวงขึ้นตรงจุดที่ถูกถ่วงน้ำ ซึ่งเป็นจุดเดียวกันที่มีรูปปั้นของท่านตั้งอยู่นั่นเอง

จัตุรัส Old Town  Square

จัตุรัส Old Town  Square  จัตุรัสแห่งนี้ได้มีนโยบายให้เป็นศูนย์กลางสาธารณะที่สำคัญของกรุงปราก สัมผัสบรรยากาศย้อนยุคของยุโรป เมื่อ 700 ปีก่อน กับจัตุรัสศูนย์กลางของเมือง ซึ่งเคยเป็นตลาดค้าขายตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 12 เราจะเห็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นที่สุดในกรุงปรากแบบ 360 องศา บริเวณจัตุรัสมีรูปปั้นทองสัมฤทธิ์ของ Jan Hus  นักบวชที่ถูกโป๊ปขับไล่ออกจากศาสนาและเผาทั้งเป็นในปี ค.ศ. 1415 จัตุรัสเมืองแห่งนี้เป็นสถานที่เหมาะสำหรับจะนั่งพักผ่อนชมบรรยากาศในเมืองสวยงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงปรากเลยทีเดียว

หอนาฬิกาดาราศาสตร์ปราก (Old Town Astronomical Clock) เป็นหอนาฬิกาดาราศาสตร์ ตั้งอยู่ที่กรุงปราก เป็นหนึ่งในนาฬิกาดาราศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก นาฬิกาเรือนนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ.1410 มีความสูง 59 เมตร ส่วนประกอบหลักของหอนาฬิกาได้แก่ นาฬิกาดาราศาสตร์ ซึ่งจะแสดงวิถีการโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ด้านล่างของนาฬิกาดาราศาสตร์จะมีหน้าปัดแสดงเดือนในปัจจุบัน และด้านบนสุดมีรูปปั้นสาวกของพระเยซูทั้ง 12 คน  เราจะได้ชมรูปปั้นตุ๊กตาสาวกของพระเยซูคริสต์ทั้ง 12 คน ออกมาปรากฏให้เห็นทุกๆชั่วโมงตั้งแต่เวลา 09:00 จนถึง 21:00 น.

เมนูขึ้นชื่อที่ต้องไม่พลาด!!

เป็ดโบฮีเมี่ยน เมนูประจำท้องถิ่นที่ชื่อว่า Bohemian Roast Duck  เมนูนี้มีมาตั้งแต่ยุค โบฮีเมี่ยน ซึ่งเป็นอาณาจักรเก่าแก่ในแถบยุโรปกลาง คือเมืองปราก รับรองเลยได้เลยว่าเราจะได้สัมผัสกับรสชาติต้นตำหรับอย่างแท้จริงของ Bohemian Roast Duck ส่วนผสมหลักคือตัวเป็ดที่หมักด้วยเครื่องเทศสูตรพิเศษจากนั้นนำไปอบหรือย่าง  เสิร์ฟพร้อม Czech Dumplings (แป้งสูตรตันตำหรับของเช็กแล้วนำไปอบหรือนึ่ง) และ Sauerkraut (กะหล่ำปลีดอง) บางร้านจะมีน้ำซอสราดมาด้วย ตัวเป็ดจะอบจนหนังมีสีสวยแห้งนิดๆแต่เนื้อเป็ดด้านในมีความฉ่ำความนุ่มของเนื้อเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

ขนม Trdelník ( เตรอ-เดล-นีค) ขนมที่ขึ้นชื่อมาแล้วไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง  เป็นขนมที่มีลักษณะคล้ายกับโดนัท แต่แป้งจะบางกว่ามีความกรอบนิดๆ เหนียวนุ่ม  วิธีทำขนมอันนี้เค้าจะเอาแป้งมาม้วนเป็นเกลียวเข้ากับท่อนเหล็กหรือท่อนไม้และนำไปเสียบกับเครื่องหมุนบนเตาอบหรือเตาถ่าน ค่อยๆหมุนเพื่อให้สุกทั่วทั้งชิ้นปกติขนมชนิดนี้จะโรยด้วยน้ำตาลทรายผสมกับอบเชยป่นเพื่อให้มีกลิ่นหอมแต่ปัจจุบันมีการเพิ่มไส้ให้กับ Trdelník เช่น เคลือบช็อคโกแลต, โรยถั่วแอลมอนด์ ,สอดไส้ครีมกับผลไม้,ไส้ไอศกรีม น่าลิ้มลองมากๆเลยละค่ะ

ขอบคุณรูปภาพจาก : Wikimedia Commons  // Prague.eu