เที่ยวโปรตุเกส 13 สถานที่ต้องห้ามพลาด แหล่งรวมมรดกโลก - Grazie Travel

เที่ยวโปรตุเกส 13 สถานที่ต้องห้ามพลาด แหล่งรวมมรดกโลก

พฤษภาคม 25, 2020 | by Grazie Travel

โปรตุเกส (Portugal) ตั้งอยู่ในภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของคาบสมุทรไอบีเรียทางตอนใต้ของทวีปยุโรป และถือว่าเป็นประเทศที่อยู่ทางทิศตะวันตกมากที่สุดในบรรดาประเทศในทวีปยุโรปทั้งหลาย  โปรตุเกสมีพรมแดนติดกับประเทศสเปนในทางทิศเหนือและทิศตะวันออก และอยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติกในทางทิศตะวันตกและทิศใต้ เมืองหลวงของโปรตุเกส คือ ลิสบอนมีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ช่วงหนึ่งสหัสวรรษก่อนคริสตกาล เคยอยู่ใต้ปกครองของกรีกโบราณและโรมัน ลิสบอนได้รับอิทธิพลจากศาสนาคริสต์เช่นเดียวกับเมืองที่อยู่ใต้ปกครองของโรมัน แต่เมื่อ ค.ศ. 711 ลิสบอนถูกครอบครองโดยเผ่ามัวร์ ซึ่งอาศัยอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ลิสบอนถูกรุกรานโดยกองทัพของนโปเลียน โบนาปาร์ต ทำให้สิ่งก่อสร้างเสียหายเป็นจำนวนมาก ใน ค.ศ. 1910 ลิสบอนเป็นศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง โปรตุเกสเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบสาธารณรัฐ สำหรับช่วงสงครามโลกครั้งที่สองนั้น โปรตุเกสวางตัวเป็นกลาง ทำให้ลิสบอนกลายเป็นเมืองท่าสำคัญของยุโรปฝั่งแอตแลนติก เมืองลิสบอน เป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สวยงามทั้งภูมิประเทศและสถาปัตยกรรม ตัวเมืองเป็นเนินไม่สูงมากนัก การตั้งบ้านเรือนจึงลดหลั่นกันลงไปตามความลาดชันของเนินเขา และอาคารบ้านเรือนที่นี่ยังสร้างในสไตล์โปรตุกีส มีสีสันสดใสสวยงาม อีกทั้งเมืองลิสบอนยังตั้งอยู่ริมชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้มีชายหาดและวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลที่งดงาม รวมทั้งอากาศยังอบอุ่นที่สุดในยุโรปอีกด้วย จึงทำให้ลิสบอนกลายเป็นเมืองในฝันอันดับต้น ๆ ของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

1.วิหารเจอโรนิโม (Jeronimos Monastry)

วิหารเจอโรนิโม (Jeronimos Monastry) ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่วาสโก ดากามา และการเดินทางสู่อินเดียเป็นผลสำเร็จ ในปี ค.ศ. 1498 จัดเป็นผลงานอันเยี่ยมยอดของงานสถาปัตยกรรมที่เรียกกันว่ามานูเอลไลน์  (MANUELINE) ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้น 70 ปี จึงเสร็จสมบูรณ์ และได้รับการรับรองจากองค์การยูเนสโก้ว่าเป็น WORLD HERITAGE SITE ภายในประกอบไปด้วยอาคารสำคัญต่างๆ

2.หอคอยเบเล็ม  Torre de Belém

หอคอยเบเล็ม  Torre de Belém ตั้งอยู่ที่กรุงลิสบอน เมืองหลวงของประเทศโปรตุเกส หอคอยบึไลแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกโดยยูเนสโกใน ค.ศ.1983 หอคอยแห่งนี้สร้างขึ้นในระหว่างปี ค.ศ. 1515-1521 โดย Francisco de Arruda สถาปนิกคนสำคัญที่เป็นทหารโปรตุเกส เขาออกแบบก่อสร้างโดยได้รับอิทธิพลจากแขกมัวร์ ที่อยู่ในเขตแอฟริกาเหนือ สิ่งก่อสร้างส่วนอื่นๆของหอคอยจะมีส่วนผสมของศิลปะเรอเนสซองซ์ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกันเมืองริมฝั่งแม่น้ำเทกัส ตัวหอคอยเบเล็ม  ประกอบไปด้วยหินอ่อนและตัวป้อมปราการมีความสูงกว่า 30 เมตร

3.อนุสาวรีย์ดิสคัฟเวอรี่ Discovery Monument

 อนุสาวรีย์ดิสคัฟเวอรี่ สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1960 เพื่อฉลองการครบ 500 ปี แห่งการสิ้นพระชนม์ของเจ้าชายเฮนรี่ นาวิกราช ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการนำพาประเทศโปรตุเกสเป็นเจ้าแห่งมหาอำนาจทางเรือ นอกจากเป็นอนุสรณ์สถานที่แสดงถึงความรุ่งเรืองของโปรตุเกส และเชิดชูเกียรตินักเดินเรือรุ่นแรกๆของประเทศโปรตุเกสแล้ว อนุสาวรีย์แห่งการค้นพบนี้ยังชวนระลึกถึงความกล้าหาญ ความเสียสละ ความสามัคคีของทั้ง 33 ชีวิตที่ปรากฎอยู่บนอนุสรณ์สถานแห่งนี้ด้วย แต่ละคนเป็นผู้ที่มีความชำนาญในด้านต่างๆ

4. 25 April Bridge (Ponte 25 de Abril)

สะพานแขวนที่ยาวที่สุดในยุโรป ซึ่งสะพานนี้มีชื่อว่า 25 April Bridge (Ponte 25 de Abril) สะพานข้ามฝั่งที่ข้ามแม่น้ำทาร์กัส มีความความยาวขอสะพานประมาณ 2.28 กิโลเมตร  ซึ่งชื่อของสะพานแห่งนี้คือเมื่อวันที่ 25 APRIL ปี 1974 ได้เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองมาสู่ระบอบประชาธิปไตย 25 April Bridge (Ponte 25 de Abril) สะพานแห่งนี้มีลักษณะคล้ายกับสะพานโกลเดนเกตในซานฟรานซิลโกในอเมริกาอีกด้วย

5.ร้าน Pastéis de Belém

ร้าน Pastéis de Belém เป็นร้านกาแฟที่เก่าแก่ของประเทศโปรตุเกสในกรุงลิสบอน ในร้านขนมเก่าแก่ที่ให้บริการมากว่าร้อยปี เปิดทำการตั้งแต่ราวศตวรรษที่ 17 จุดเด่นของร้านนี้จะเสิร์ฟกาแฟให้ลูกค้าด้วยถ้วยกาแฟกระเบื้องสีน้ำเงินและขาวแบบโบราณ โดยโปรตุเกสเป็นแหล่งค้ากาแฟระหว่างยุโรปกับประเทศในแถบลาตินอเมริกามาเป็นเวลาหลายร้อยปีและเมื่อจิบกาแฟแล้วต้องทานขนมพื้นเมืองคือคัสตาร์ตทาร์ ตนอกจากนี้ยังมีขนมอีกมากมาย และมีต้นตำรับของขนมไทย อาทิ ฝอยทอง ที่มีต้นตำรับแท้อยู่ที่โปรตุเกสและเข้าไปเผยแพร่ในกรุงศรีอยุธยาโดยท่านท้าวทองกีบม้า

6.ปอร์โต้ Porto

ปอร์โต้ (Porto)   เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองในโปรตุเกส และเป็นหนึ่งในเมืองศูนย์กลางเก่าแก่ของยุโรป ตั้งอยู่ในภาคเหนือของโปรตุเกส ปอร์โต้เป็นเมืองที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างสีสันของเมืองใหม่ที่มีชีวิตชีวาและเสน่ห์ของเมืองเก่า เมืองปอร์โต้นั้นถูกสร้างขึ้นขนาบแม่น้ำโดรู (Douro) โดยตั้งใจจะให้เป็นเมืองท่า ชื่อ “Porto” นั้นมาจากคำว่า “Port of Douro” และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกโดยองค์การ UNESCO เมื่อปี 1996 ปอร์โต้เป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์และสถาปัตยกรรมต่างๆจากคาบสมุทรไอบีเรีย (Iberian Peninsula) เป็นเมืองท่าที่มีชื่อในเป็นโซนที่สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบในการดื่ม เพราะเป็นแหล่งผลิตไวน์ปอร์โต้ของทุกยี่ห้อ ทั้งนี้ยังมีสะพานเหล็กที่สูงและสะดุดตาซึ่งคนที่สร้างสะพานแห่งนี้มีชื่อว่า Gustave Eiffel เป็นคนเดียวที่สร้างหอไอเฟลในปารีส  ปอร์โต้ นับว่าเป็นเมืองที่มีความสวยงามอย่างมาก เพราะมีความเป็นกลิ่นอายของบรรยากาศเมืองเก่าๆ ตั้งเเต่ยุคโรมันที่เเสนจะงดงามผสานลงตัวกับความงดงามของสถาปัตยกรรมเเบบใหม่ที่ลงตัวเป็นอย่างมาก เเละยังได้รับการอนุรักษ์ไว้เป็นอย่างดี จนถึงให้เป็นอีกมนต์เสน่ห์ที่น่ามาเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง เมืองนี้แบ่งการท่องเที่ยวเป็นสามส่วนใหญ่ๆ  คือ โซนชายฝั่งทะเล ซึ่งสร้างชื่อตอนหน้าร้อนให้กับเมืองนี้ได้อย่างดี โซนเมืองเก่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์เก่า, สถานีรถไฟเก่าแก่, ตลาดดั้งเดิมและตึกรามบ้านช่องที่บอกถึงความเก่าได้อย่างดี และสำหรับโซนนี้มีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญและเป็นที่ที่โรแมนติกมากคือที่ริมแม่น้ำที่ชื่อว่า The Ribeira ซึ่งมีทิวทัศน์ทั้งในกลางคืนและกลางวัน ส่วนโซนที่สามที่มีแม่น้ำดูว์โรผ่านกลาง คือ โซนเมืองใหม่ หรือ ย่าน Vila Nova de Gala

7.สะพาน Ponte Luis I  

สะพาน Ponte Luis I  ก่อสร้างขึ้นในปี ค.ศ.1879 ออกแบบโดยกุสตาฟ แอแฟล (Gustave Eiffel) วิศวกรสถาปนิกที่โด่งดังจากการออกแบบหอไอเฟลประเทศฝรั่งเศส ความโดดเด่นเป็นสะพานโค้งสร้างด้วยโลหะสองชั้น ชั้นบนมีความยาว 390 เมตร สูง 62 เมตรจากแม่น้ำ ชั้นล่างมีความยาว 174 เมตร สูง 10 เมตรจากแม่น้ำ สร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างปอร์โต และวิลลา โนวา เดอ เกล์ ด้านบนของสะพานให้รถไฟวิ่งส่วนด้านล่างสำหรับรถยนต์วิ่งผ่าน

8.ลงเรือล่องชมความงามสองฟากฝั่งแม่น้ำดูว์โร

ลงเรือล่องชมความงามสองฟากฝั่งแม่น้ำดูว์โร ผ่านชม Cais da Ribeira เรือขนไวน์โบราณ Rabelos ที่จอดเรียงรายให้ชื่นชมความเป็นมาของเมืองนี้และแม่น้ำดูว์โร  สถานที่แห่งนี้เคยเป็นสถานที่ที่รุ่งเรืองมากในสมัยที่เป็นท่าเรือโบราณและตลาดค้าขายมาตั้งแต่สองสามร้อยปีก่อนบริเวณนี้จึงได้รับขึ้นทะเบียนเป็นมรดก แน่นอนว่าคุณอาจจะเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวให้กับความสวยงามและความสงบสุขของเมืองนี้

9.ย่านจัตุรัสอเลียโดส หรือ (Praça dos Liberdade)

ย่านจัตุรัสอเลียโดส หรือ (Praça dos Liberdade) เป็นจัตุรัสใจกลางเมืองปอร์โต้ ที่ประกอบด้วยอาคารสวยงามที่เป็นที่ทำการของธนาคารและโรงแรม และศาลาว่าการเมือง (City Hall) จัตุรัสแห่งนี้เป็นจัตุรัสขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งรวมอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของปอร์โต้

10.สถานีรถไฟ  São Bento

สถานีรถไฟ  São Bento ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองปอร์โตซึ่ง เป็นอาคารสถานีรถไฟโบราณ ภายในมีการตกแต่งด้วยกระเบื้องเขียนสีและลวดลายสีน้ำเงินบอกเล่าเรื่องราวของชาวโปรตุเกสสวยงามมาก สร้างขึ้นในขณะที่อารามนิกายเบเนดิกยังคงรุ่งเรืองในศตวรรษที่ 16 ภายในสถานีรถไฟแห่งนี้มีจิตกรรมฝาผนังที่เล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ของเมือง ทั้งหมดรังสรรค์จากกระเบื้องเซรามิคอะซูเลโฮกว่า 20,000 ชิ้น  เราจะเห็นประวัติ สงคราม และ การคมนาคมของเมือง จิตกรฝาผนัง Jorge Colaço ใช้เวลาถึง 11 ปีในการสร้างสรรค์ผลงานนี้ในสถานีรถไฟ  São Bento แห่งนี้

11.โบสถ์ Se Catedral  

โบสถ์ Se Catedral  เป็นโรมันคาทอลิคริสตจักรที่ตั้งอยู่ในศูนย์กลางประวัติศาสตร์ของเมืองของปอร์โตโบสถ์หลักที่เก่าแก่ที่สุดของเมืองอายุกว่าพันปี โบสถ์แห่งนี้เป็นที่จัดงานอภิเษกสมรสของกษัตริย์ Joao ที่ 1 บิดาของเจ้าชายเฮนรี่ ผู้บุกเบิกการเดินเรืออันยิ่งใหญ่ของโปรตุเกสเพื่อออกแสวงดินแดนใหม่ จนโปรตุเกสมีอาณานิคมมากมายทั่วโลก และโปรตุเกสคือประเทศตะวันตกประเทศแรกที่มาติดต่อกับไทยในปี พ.ศ. 2054 โบสถ์แห่งนี้สร้างอยู่บนเนินที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองและแม่น้ำดูว์โรเป็นจุดชมวิวที่สวย

12.ถนน Santa Catarina

ถนน Santa Catarina ย่าน Shopping Street ถนนที่มีชีวิตชีวิตวาผู้คนคึกคัก สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านขายของมากมาย ของแบรนด์เนม รวมไปถึงสินค้าพื้นเมือง ร้านอาหาร คาเฟ่ ห้างสรรพสินค้า ร้านขายของที่ระลึก  มันเป็นสถานที่ที่ดีสำหรับการเดินเล่นหรือนั่งดื่มกาแฟ

13.แหลมโรก้า (Capo Da Roca)

แหลมโรก้า (Capo Da Roca) จุดตะวันตกสุดของโปรตุเกสและของทวีปยุโรป ตั้งอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติซินทรา ตัวแหลมจะยื่นออกไปทางตะวันตกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ตรงแหลมโรก้ามีอนุสาวรีย์ตั้งอยู่โดดเด่นบนหน้าผาหินเป็นอนุสาวรีย์ประกาศให้ Capo da Roca เป็นจุดตะวันตกสุดของทวีปยุโรป ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นชะง่อนผาสูงประมาณ 100 เมตรเกิดจากการกัดเซาะของน้ำทะเลซึ่งทำให้เกิดคลื่นขนาดใหญ่สูงกว่า 30 เมตร ส่วนบริเวณนี้มีต้น Carpobrotus edulis ปกคลุมอยู่ทั่ว ซึ่งสามารถทนต่อน้ำทะเลและลมแรงได้

ขอบคุณรูปภาพจาก

commons.wikimedia.org