เที่ยวโรม Rome อิตาลี มานครแห่งความยิ่งใหญ่ - Grazie Travel

เที่ยวโรม Rome อิตาลี มานครแห่งความยิ่งใหญ่

พฤษภาคม 11, 2020 | by Grazie Travel

อมตะอันเป็นนิรันดร์ในอิตาลี  คงจะเป็นที่ใดไปไม่ได้นอกจากกรุงโรม  อันเป็นเมืองหลวงในปัจจุบัน  และเป็นศูนย์กลางอำนาจจักรวรรดิโรมันในอดีต  รวมความเจริญทางสถาปัตยกรรม  ศิลปะและวัฒนธรรมมาหลายศตวรรษ  ความยิ่งใหญ่ของโรมแผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง  มีอิทธิพลยิ่งต่อความเป็นยุโรปทุกวันนี้อย่างปฏิเสธได้ยาก  ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของนครรัฐวาติกันอันเป็นหัวใจของศาสนาคริสต์นิกายคาทอลิกในปัจจุบันด้วย

นครรัฐวาติกัน

นครรัฐวาติกันเป็นรัฐอิสระที่เล็กที่สุดในโลก ที่อยู่ใจกลางกรุงโรม เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสันตะปาปา พระสังฆราชซึ่งเป็นพระประมุขสูงสุดของศาสนาคริสต์ มีมหาวิหารสำคัญคือ วิหารเซนต์ปีเตอร์ กับโบสถ์ซิสทีน ที่คนรักศิลปะแนะนำว่า  เมื่อไปเยือนโบสถ์แห่งนี้ให้เอากล้องส่องทางไกลไปด้วย  เพื่อที่จะได้ชมภาพจิตรกรรมฝีมือเทวดาของไมเคิลแองเจโลอย่างเต็มตา นครรัฐวาติกันเป็นศูนย์กลางของคริสตจักรโลก  จุดกำเนิดของวาติกันอยู่ที่หลุมฝังศพของนักบุญปีเตอร์  ผู้นำคริสต์ศาสนาเข้ามาเผยแพร่ในคาบสมุทรอิตาลีหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู  ซึ่งต่อมาได้มีการสร้างมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ครอบทับหลุมศพของนักบุญ  ใกล้ๆกับมหาวิหารเป็นพระราชวังขององค์พระสันตะปาปา  ประมุขแห่งคริสตจักร  โบสถ์ซีสทีน  และพิพิธภัณฑ์วาติกัน  โดยมีกำแพงเมืองล้อมรอบอาณาเขตของรัฐ  เป็นพรมแดนแบ่งสัดส่วนวาติกันออกจากพื้นที่ของอิตาลีอย่างชัดเจน

นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนวาติกัน  จะเดินเข้ามาทางลานกว้างหน้ามหาวิหารเซนต์ปีเตอร์  ลานนี้ออกแบบโดยแบร์นินี่  เป็นผลงานชิ้นเอกของศิลปินท่านนี้  โดยเฉพาะการออกแบบทางเดินครึ่งวงกลม 2 ด้านของลานที่มีเสารองรับหลังคา 4 แถว ซึ่งหากยืนชมจากจุดกึ่งกลางระหว่างเสาโอบิลิสก์และน้ำพุของด้านนั้นๆ จะเห็นเสาแถวหน้าทุกต้นเท่ากัน เสาโอบิลิสก์ตรงกลางลานนั้นเป็นเสาที่จักรพรรดิคาลิคูลา นำมาจากอียิปต์ ลานหน้ามหาวิหารแห่งนี้เป็นที่ชุมนุมคริสต์ศาสนิกชนที่มาเข้าเฝ้าพระสันตะปาปาในโอกาสสำคัญต่างๆ  เช่น อีสเตอร์  และคริสต์มาส

นครรัฐวาติกันมีผู้อาศัยอยู่ประมาณ  500  คน  ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีหน้าที่การงานในคริสตจักรและทหารรักษาการณ์ประจำวังวาติกันซึ่งเป็นทหารรับจ้างชาวสวิสตามประเพณีที่ปฎิบัติกันมาตั้งแต่โบราณกาล รวมไปถึงชุดเครื่องแบบของทหารรักษาวังที่มีสีสันสดใสสวยงาม  เชื่อกันว่าเป็นฝีมือออกแบบโดยไมเคิลแองเจโล

มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์เป็นมหาวิหารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกคริสตจักรอีกด้วย ภายในจุผู้คนได้ถึง 60,000 คน และประดับประดาด้วยงานศิลปะชิ้นเอกมากมาย  อาทิเช่น ปิเอต้า  รูปสลักหินอ่อนพระแม่มารีอุ้มศพพระเยซูไว้บนตัก  ฝีมือของไมเคิลแองเจโล  ผลงานชิ้นนี้ไมเคิลแองเจโลสร้างขึ้นเมื่อมีอายุเพียง 25 ปี และเป็นผลงานชิ้นเดียวที่เขาสลักชื่อไว้  ในสมัยก่อนผู้คนสามารถเข้าชมปิเอต้าได้อย่างใกล้ชิด  แต่ในปี ค.ศ.1972  มีคนบ้าถือค้อนเข้าไปทุบจนรูปสลักเสียหายเล็กน้อย  หลังการซ่อมแซมแล้วทางการจึงป้องกันปิเอต้าด้วยกระจกนิรภัยที่กันกระสุนปืนได้  อนุญาตให้ดูได้แค่ตาเท่านั้น  เมื่อผ่านเข้าประตูมหาวิหารมาแล้ว ปิเอต้าจะอยู่ทางขาวมือ  สังเกตเห็นได้ง่ายเพราะมีคนมุงดูเป็นจำนวนมากตลอดเวลา

ที่ใต้โดมกลางมหาวิหารนี่เองที่ผู้เข้าไปชมจะได้เห็นความมหัศจรรย์ในฝีมือของศิลปิน  และอัจฉริยะในการออกแบบก่อสร้างโดมของไมเคิลแองเจโล  โดมมีความสูงภายในถึง  119  เมตร  ถ้าสนใจก็สามารถขึ้นไปชมข้างบนของโดมได้โดยต้องเสียค่าเข้าชมต่างหาก (ขึ้นบันได 537 ขั้น) ตรงกลางมีแท่นบูชาที่องค์สันตะปาปาเท่านั้นจะทรงใช้ได้ ตั้งอยู่เหนือหลุมฝังศพนักบุญปีเตอร์ เมื่อหันหน้าเข้าสู่แท่นบูชา ทางด้านขวาจะเป็นรูปหล่อบรอนช์ของนักบุญปีเตอร์  ซึ่งเชื่อกันว่าพระรูปนี้ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก  คริสต์ศานิกชนรวมทั้งผู้แสวงบุญที่มาเยือนวาติกันทุกคนจะต้องจูบที่เท้าขวาของนักบุญเพื่อขอพร การเข้าชมมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์นั้นต้องแต่งกายสุภาพ  ห้ามนุ่งกางเกงขาสั้น (ทั้งชายและหญิง)  ห้ามนุ่งกระโปรงสั้น  ห้ามใส่เสื้อกล้าม หรือเสื้อสายเดี่ยว

สนามกีฬาโคลอสเซียม โบราณสถานเก่าแก่ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก

สนามกีฬาโคลอสเซียม เคยเป็นสนามกีฬายักษ์ที่สามารถจุคนได้กว่า 50,000 คน การออกแบบอย่างชาญฉลาดสร้างให้สนามกีฬามีลักษณะเป็นรูปวงรี เพื่อให้ผู้เข้าชมรู้สึกเข้าใกล้นักกีฬา ถือเป็นต้นแบบของสนามกีฬาในปัจจุบัน

โคลอสเซียม (Colosseum) คือ โครงสร้างวงกลมรี มี 4 ชั้น แยกเป็นสองส่วน ส่วนบนประกอบด้วย ระเบียงเปิด 3 ชั้น สร้างด้วยหินปูน และชั้นที่ 4 สร้างเป็นห้องพร้อมด้วยออกแบบหน้าต่างเว้นระยะสองห้องต่อหนึ่งช่อง เส้นผ่านศูนย์กลางจากด้านตะวันออกถึงตะวันตก 188 เมตร จากทิศเหนือจดทิศใต้ 156 เมตร วัสดุสำคัญในการก่อสร้าง ประกอบด้วย เสาหลักสร้างด้วยหินปูนแกร่ง ขณะที่เสาทั่วไปสร้างด้วยหินปูนชนิดพรุนและอิฐ พื้นและกำแพงสร้างด้วยกระเบื้อง และเพดานทรงโค้งภายในอาคารสร้างด้วยซีเมนต์ จากการใช้วัสดุผสมในงานก่อสร้างดังกล่าว ทำให้ โคลอสเซียม มีความทนทานสูง นอกจากจะเป็นสถาปัตยกรรมมหึมาอายุกว่า 1,900 ปี แล้ว ยังทำให้นักประวัติศาสตร์ต้องอึ่งในความสามารถในผู้คนสมัยนั้นอีกอย่าง คือ ใช้เวลาก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 10 ปี ด้วยความสามารถและเครื่องมือในสมัยนั้น ไม่น่าจะสร้างสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่และจุผู้คนระดับ 5 หมื่นคนขึ้นไป

ประตูชัยคอนสแตนติน

ประตูชัยคอนสแตนติน ด้านตะวันตกของโคลอสเซียมมีประตูชัยที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะของจักรพรรดิคอนสแตนตินต่อศัตรูในปี 312  พระองค์เป็นผู้ประกาศให้ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาประจำอาณาจักรโรมัน  และให้เสรีภาพแก่ประชาชน  ถือเป็นจักรพรรดิพระองค์แรกที่นับถือศาสนาคริสต์  ประตูชัยนี้สร้างขึ้นในปี 315 เป็นช่วงที่เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในเมือง วัสดุที่นำมาก่อสร้างจึงไม่สอดคล้องสมบูรณ์นัก

น้ำพุเทรวี่ (Trevi fountain) 

น้ำพุเทรวี่ (Trevi fountain) เป็นน้ำพุที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก ชื่อ “เทรวี่” นั้นมาจากคำว่า “ตรีวิอุม” หมายถึงพบกันของถนนสามสายเป็นอนุสรณ์สไตล์บารอค ออกแบบและก่อสร้างโดย นิโคลา ซาลวี่ ซึ่งองค์สมเด็จสันตะปาปาครีเมนต์ที่ 12 ได้มอบหมายให้สร้างขึ้นในปี 1732 การก่อสร้างดำเนินเรื่อยมาจนกระทั่งภายหลังการสิ้นพระชนม์สมเด็จสันตะปาปาที่ เออร์บัน ที่ 8ได้หยุดชะงักลง และดำเนินการสร้างต่อมาจนแล้วเสร็จในปี 1762 รวม ใช้เวลาทั้งสิ้น 30 ปี ทางระบายน้ำเวอร์โก้ บริเวณลานด้านหน้านั้นก่อสร้างมากว่า 2000 ปี ครั้งสมัยโรมโบราณซึ่งปกครองโดยจักรพรรดิออกัสตัส ซึ่งตรงเวลา 19 ปี ก่อนคริสตศักราช รูปปั้นแกะสลักที่เลิศหรูอลังการที่อวดโฉมให้ผู้ไปเยือนได้ยลนั้นได้แนวคิดจากความยิ่งใหญ่ของเทพเจ้าเนปจูน “เทพแห่งท้องทะเล” ว่ากันว่ามีตำนานเล่าขานกันไว้ แต่ก็เล่าขานไม่เหมือนกันนัก แม้จะไม่เหมือนกัน แต่ก็มีสิ่งเหมือนกันก็คือ ทุกตำนานจะพูดถึงการกลับมากรุงโรมอีกครั้งหนึ่ง

ตำนานเรื่องแรก เล่าว่า ผู้ที่โยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในน้ำพุเทรวี จะได้กลับมา กรุงโรมอีกครั้ง แต่หากโยน 2 เหรียญจะพบคู่ครองและได้แต่งงาน แต่ถ้าใครอยากจะหย่าร้างกับคู่ครอง ให้โยน 3 เหรียญ พูดง่าย ๆ ก็คือ ใครอยากจะหย่าร้างกับคู่ครอง ก็ต้องลงทุนมากหน่อย ใครจะไปรู้ อาจจะมีผู้คนอธิษฐานเรื่องนี้ไว้มากก็ได้นะ

ตำนานเรื่องที่สอง เล่าว่า ผู้ที่โยนเหรียญ 1 เหรียญลงไปในน้ำพุเทรวี จะได้กลับมากรุงโรมอีกครั้ง แต่ใครที่ปรารถนาจะได้โชคลาภ ก็ต้องโยนเหรียญ 3 เหรียญด้วยมือขวา โดยโยนผ่านไหล่ซ้ายของตน วิธีเดียวที่ทำเช่นนี้ได้ จึงต้องหันหลังให้กับ “น้ำพุเทรวี” เพราะเหตุนี้ ปัจจุบัน ใคร ๆ ที่โยนเหรียญก็มักจะหันหลังให้กับน้ำพุ ที่จริงก็ไม่จำเป็นนัก แต่ก็สนุกดีเหมือนกัน เพราะเวลาที่เราหันหลังโยนเหรียญ จะทำให้เราถ่ายรูปได้สวย และสามารถมองเห็นทั้งหน้าเราและก็น้ำพุด้วย และก็มีหลักฐานว่า เราได้ไปโยนเหรียญที่น้ำพุแห่งนี้มาแล้วด้วย

ตำนานเรื่องที่สาม เป็นตำนานที่เล่าอยู่ในหลักสูตรและในตำราเรียนของอิตาเลียน เล่าว่าผู้ใดปรารถนาจะพบกับรักแท้ รักเดียวใจเดียว ให้โยนเหรียญ 1 เหรียญผู้ใดปรารถนาจะได้โชคลาภให้โยนเหรียญ 2 เหรียญ เลข 2 มีความหมายเท่ากับทวีคูณ ผู้ใดปรารถนาจะกลับมาที่กรุงโรมอีกครั้ง ก็ให้โยนเหรียญ 3 เหรียญ เลข 3 มีความหมายถึงนิรันดรกาล

ย่านบันไดสเปน

ย่านบันไดสเปน อีกแหล่งที่ผู้คนและนักท่องเที่ยวคึกคัก  คือทางด้านเหนือของใจกลางโรมตรงกลางระหว่างแม่น้ำกับสถานีรถไฟกลาง เป็นย่านการค้าและสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกย่านหนึ่ง  โดยเฉพาะย่านรอบๆ บันไดสเปน ที่ว่ากันว่าเป็นเปียซซ่าที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในอิตาลี และน้ำพุเทรวีซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน ย่านนี้เป็นแหล่งร้านค้าและร้านอาหารที่หรูหราของโรม  รวมทั้งโรงแรมชั้นหนึ่ง  ที่รวมนักท่องเที่ยวและผู้มาเยือนโรมตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 18  จึงไม่น่าแปลกใจที่แม้บริเวณนี้จะเป็นถนนเล็กๆ แคบๆ และคดเคี้ยว แต่ก็มีร้านจำหน่ายสินค้าชั้นนำระดับโลก ร้านกาแฟเก่าแก่ และโรงแรมชั้นหนึ่งที่หรูหราอลังการแทรกตัวอยู่ทุกมุม

ตรงกลางลานเปียซซ่ามีน้ำพุบาร์คัสซา (Fontana della Barcaccia หรือ Barcaccia Fountain) ซึ่งเชื่อกันว่าออกแบบโดยแบร์นินี่ผู้พ่อซึ่งมีชื่อเสียงน้อยกว่าลูกมากนัก นักท่องเที่ยวมักมามุงดูดัน เป็นน้ำพุแปลกตารูปร่างคล้ายเรือรั่ว

แพนธีออน

แพนธีออน อาคารสำคัญจากยุคโรมันอีกแห่ง  เป็นวิหารแห่งเทพทั้งปวง  สร้างขึ้นราวศตวรรษที่ 1  และยังคงสภาพสมบูรณ์ดังเดิมมาจนถึงปัจจุบัน  วิหารหลังนี้เป็นต้นแบบของการก่อสร้างอาคารแบบแพนธีออนในหลายประเทศทั่วยุโรป  ด้านหน้าของวิหารแพนธีออนเป็นเสากับหน้าจั่ว  แต่อาคารส่วนหลังมีหลังคาทรงโดมกลมครอบอาคารทรงกลม  แสดงถึงอัจฉริยภาพของสถาปนิกในสมัยโปราณ

ทุกวันนี้แพนธีออนกลายเป็นโบสถ์คริสต์  และเป็นที่ฝังศพของราชวงค์อิตาลีหลายพระองค์และศิลปินที่มีชื่อเสียงทั้งหลาย  วิหารแพนธีออนเป็นที่ฝังพระศพของพระเจ้าวิกเตอร์ เอมมานูเอลที่ 2 กษัตริย์พระองค์แรกของอิตาลี และราฟาเอล ศิลปินชื่อก้องโลก

เครดิตรูปภาพจาก

commons.wikimedia.org